ประวัติศาสตร์ฉบับสมบูรณ์ของ World Campus ของ Nike


- 21/5/2569
- เรียบเรียงโดย:
- ภาพถ่ายปัจจุบันโดย:
เราจะพาคุณเดินชมแคมปัสระดับโลกของ NIKE, Inc. ที่บีเวอร์ตัน รัฐโอเรกอน เพื่อสัมผัสกับสถานที่ที่ได้ชื่อตามขนาดอันยิ่งใหญ่และชีวิตภายในนั้น
ที่นี่ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่กลุ่มอาคารสำนักงานหรือแม้กระทั่งสำนักงานใหญ่ขององค์กร แต่คือโลกทั้งใบ โลกที่สร้างขึ้นโดยมีศูนย์กลางอยู่ที่กีฬา พื้นที่ที่เชื่อมโยงการเคลื่อนไหว ภูมิทัศน์ และชีวิตประจำวันเข้าด้วยกันในทุกมิติ
แคมปัสบนเนินแห่งนี้ครอบคลุมพื้นที่กว่า 400 เอเคอร์ มีอาคารที่ตั้งชื่อตามนักกีฬาในตำนานและลู่วิ่งที่ลัดเลาะไปตามสนามฟุตบอล ทะเลสาบ และห้องทดลองนวัตกรรมสุดล้ำที่อุทิศให้แก่อนาคตของกีฬา นี่คือสภาพแวดล้อมขนาดใหญ่ที่ออกแบบมาอย่างตั้งใจ
ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงที่ผ่านมา เมืองภายในเมืองซึ่งรวมพนักงานหลายพันคนไว้อย่างคึกคักแห่งนี้ก็ได้รับชื่อใหม่ว่า Philip H. Knight Campus เพื่อเป็นเกียรติแด่ผู้ร่วมก่อตั้งที่เต็มเปี่ยมไปด้วยวิสัยทัศน์ รวมถึงเชื่อมั่นอย่างไม่สั่นคลอนในนักกีฬาและในนวัตกรรม ผู้ช่วยสร้างบริษัทจากสตาร์ทอัพเล็กๆ ที่เพิ่งตั้งตัวให้กลายเป็นแบรนด์ทรงอิทธิพลระดับโลก
ทว่านานมาแล้วก่อนที่แคมปัสแห่งนี้จะก่อตั้งขึ้น ก่อนจะมีลู่วิ่งขนาดมาตรฐาน สระว่ายน้ำ 11 เลน ผาจำลองสูง 30 ฟุต อาคารนักกีฬาขนาดหลายแสนตารางฟุต หรือ Nike Sport Research Lab ที่โด่งดังระดับโลก Nike ไม่เคยมีสำนักงานใหญ่มาก่อนเลย ในปี 1964 บริษัทเป็นที่รู้จักในชื่อ Blue Ribbon Sports และอยู่สภาพแวดล้อมที่สมถะกว่านี้มาก

Lebron James Innovation Center เปิดใช้งานในปี 2021 บนพื้นที่ 84,000 ตารางฟุต เพื่อทำงานวิจัยด้านกีฬาโดยเฉพาะ
เดือนเมษายน 1964 รองเท้า 300 คู่ถูกส่งมาถึงบ้านของ Bill และ Lota Knight ที่ถนน SE Claybourne ในพอร์ทแลนด์ ธุรกิจรองเท้าของ Phil Knight ลูกชายวัย 26 ปีของพวกเขา หรือที่เพื่อนๆ เรียกกันว่า "Buck" กำลังเริ่มต้นขึ้นในห้องซักผ้าชั้นใต้ดินที่เขาขนกล่องรองเท้าเข้าไปเรียงเป็นตั้งๆ
พูดได้ไม่เกินจริงเลยว่า ห้องนั้นก็คือออฟฟิศแรกของบริษัท
"ผมจำไม่ได้เลยว่าได้ขอพ่อแม่หรือเปล่า" ต่อมาภายหลัง Knight ย้อนนึกถึงเหตุการณ์นั้นในการสัมภาษณ์กับ Department of Nike Archives "ผมก็แค่ขนรองเท้าเข้าไปเลย"

ออฟฟิศแห่งแรกของ Blue Ribbon Sports เปิดทำการในปี 1967 ตรงแยก SE 50th กับ Powell Boulevard ในพอร์ทแลนด์
"[ค่าเช่าออฟฟิศแรกของเรา] ถูก แล้วยังว่างให้เราเช่า"
Phil Knight, ผู้ร่วมก่อตั้ง NIKE, Inc.
Knight จะขนรองเท้าจากห้องใต้ดินไปใส่ในรถ Plymouth Valiant ของตัวเอง ก่อนจะขับตระเวณไปตามโรงเรียนมัธยมต่างๆ ในพอร์ทแลนด์เพื่อขายรองเท้าให้กับนักวิ่งโดยตรง บางครั้งถ้านักกีฬาไม่มีเงินติดตัว คนเหล่านั้นก็จะมาหาเขาที่บ้านในภายหลังเพื่อซื้อรองเท้า
"น่ามหัศจรรย์พอตัวเลยครับที่พวกเขาหาทางมาถึงได้" Knight เล่า "เพราะเราอยู่บนถนนบล็อคเดียวที่หาเจอได้ยากมาก"
เมื่อ Blue Ribbon Sports บริษัทรองเท้าของ Knight เติบโตขึ้น พวกเขาจึงได้ขยับขยายออกมาจากห้องชั้นใต้ดินในบ้านพ่อแม่ แต่กว่าจะตั้งหลักมั่นคงได้ก็ต้องผ่านไปอีกหลายปี
ออฟฟิศอย่างเป็นทางการแห่งแรกเปิดทำการในปี 1967 บนอาคารขนาดเล็กตรงแยก SE 50th กับ Powell Boulevard ในพอร์ทแลนด์ ด้วยค่าเช่าเพียง $50 ต่อเดือน
"ค่าเช่าถูก" Knight กล่าว "แล้วยังว่างให้เราเช่า"
พื้นที่เล็กแคบภายในรับหน้าที่เกือบทุกอย่างในเวลาเดียวกัน ทั้งเป็นโฮมออฟฟิศ คลังสินค้า สำนักงานขาย และหน้าร้าน ออเดอร์จะบรรจุลงกล่องที่ด้านหลัง ใบกำกับสินค้าก็พิมพ์ที่โต๊ะหน้าร้าน แล้วค่อยนำสินค้าออกไปส่งไปรษณีย์
"พอเราได้รับออเดอร์ เราก็จะไปที่ด้านหลัง หยิบรองเท้าใส่ลงกล่อง" Bob Woodell รำลึกความหลัง เขาเป็นพนักงานคนแรกๆ และเป็นประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการคนแรกของบริษัท "จากนั้นเราจะออกมาด้านหน้าเพื่อพิมพ์ใบกำกับสินค้า จ่าหน้าและติดแสตมป์บนพัสดุ ก่อนจะส่งมันออกไป สมัยนั้นแค่เราได้ออเดอร์ 10 คู่ก็เหมือนได้ขึ้นสวรรค์แล้ว"
ออฟฟิศนั้นยังอึกทึกเอาเรื่องด้วย เพราะตอน 4 โมงเย็นเป๊ะ ตู้เพลงข้างประตูในร้าน Pink Bucket Tavern ก็จะเริ่มส่งเสียงเบสสะเทือนทะลุผนัง
"คุณตั้งนาฬิกาตามได้เลยล่ะ" Woodell เล่า "พอเสียงบูม บูมดัง ก็รู้เลยว่า 4 โมงเย็นแล้ว"
ออฟฟิศที่ Powell เป็นจุดพักเท้าแห่งแรกของเส้นทางที่ต่อมากลายเป็นการร่อนเร่พเนจรของบริษัทรองเท้าน้องใหม่แห่งนี้
ตลอดทศวรรษต่อมา Blue Ribbon Sports ย้ายบริษัทครั้งแล้วครั้งเล่า จากออฟฟิศแรกในย่านตะวันออกเฉียงใต้ของพอร์ทแลนด์สู่อาคาร Horace Mann ในเมืองไทการ์ด จากนั้นย้ายไปยังบีเวอร์ตัน ก่อนจะกลับมาที่ไทการ์ดอีกครั้ง คราวนี้ใกล้กับถนน Nimbus Drive ก่อนจะย้อนกลับไปยังบีเวอร์ตัน โดยบริษัทตั้งดำเนินการอยู่บนหนึ่งในตึกออฟฟิศคู่ที่เรียกกันเป็นการภายในว่า "Murray I" และ "Murray II" บนถนน Murray Boulevard ตลอดเส้นทางนี้บริษัทยังได้สร้างคลังสำหรับสินค้าโดยเฉพาะแห่งแรกขึ้นที่ Burnside ในพอร์ทแลนด์ ซึ่งแยกส่วนออกจากพื้นที่ออฟฟิศ เมื่อถึงจุดนี้ บริษัทก็ได้ชื่อถาวรแล้วโดยตั้งตามชื่อเทพธิดาแห่งชัยชนะของกรีก Nike
ในช่วงต้นยุค 80 พนักงานของ Nike กระจายตัวอยู่ในอาคารมากกว่า 20 แห่งทั่วพื้นที่พอร์ทแลนด์ บริษัทเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ก็ยังไม่มีฐานหลักที่แท้จริง
Nike รู้ดีว่าจะต้องนำทุกคนมารวมตัวในสถานที่เดียวกัน
"เรากระจายกันอยู่ในอาคารต่างๆ ทั่วทั้ง Washington County เลยครับ" Knight กล่าว "พอย้ายมาอยู่ในพื้นที่ศูนย์กลางได้ เราเลยรู้สึกว่าสามารถปรับปรุงการสื่อสารระหว่างแผนกต่างๆ ให้ดีขึ้นด้วย"
นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องภาพลักษณ์ บริษัทรักษาโมเมนตัมในฐานะธุรกิจระดับโลกขนาดใหญ่ แต่กลับดูไม่สมฐานะแม้แต่น้อย

หนึ่งในแบบแปลนพื้นที่แคมปัสของ Nike เวอร์ชันแรกสุด
"[เรา] เริ่มอยู่ในกระแส แต่กลับไม่มีภาพที่คนจดจำ" Jim Robison เล่า เขาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทในปี 1979 และต่อมาช่วยเป็นผู้นำในโครงการแคมปัสนี้ "คนบินจากเอเชียและยุโรปมาที่อาคารเล็กๆ ขนาด 40,000 ตารางฟุตที่อยู่ตรงข้ามถนนกับ K-Mart จากนั้นก็ต้องกลับขึ้นรถเพื่อไปประชุมตรงไหนสักที่ เข้าประชุม ขึ้นรถ แล้วก็ขับกลับมาที่ออฟฟิศอีก"
สิ่งที่ Nike ต้องการไม่ใช่แค่พื้นที่กว้างขึ้น แต่ยังต้องมีสภาพแวดล้อมที่สอดคล้องกับการเติบโตของบริษัท
"เราอยากได้บรรยากาศแบบแคมปัสเพราะในใจลึกๆ แล้วทุกคนยังเป็นนักศึกษาปี 3 อยู่ เราต้องการสถานที่ที่ทุกคนทำงานได้จริง แล้วก็เป็นที่ที่คนอยากใช้เวลาอยู่ตรงนั้นด้วย"
Phil Knight, ผู้ร่วมก่อตั้ง NIKE, Inc.
ในปี 1984 บริษัทก็ค้นพบสถานที่ปักหลักขนาดพื้นที่ 75 เอเคอร์ เลยขึ้นไปทางเหนือของสำนักงานเดิมในบีเวอร์ตัน Nike ซื้อที่ดินผืนนั้นด้วยเงินสดในราคา 5.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อใช้เป็นสถานที่ตั้งถาวรของอาคารที่จะกลายเป็นแคมปัสระดับโลก
ทว่าการก่อสร้างกลับไม่ได้เริ่มต้นขึ้นทันที
"เราตัดสินใจว่าจะยังไม่เริ่มก่อสร้างสำนักงานใหญ่จนกว่าจะเข้าใจถึงจุดยืนของแบรนด์อย่างชัดเจน" Knight เล่า
ความเข้าใจนั้นกระจ่างชัดขึ้นในปี 1987 หลังจาก Nike ขัดเกลาแก่นของแบรนด์ให้คมชัด
"พอถึงปี 1987 เราก็สรุปได้ว่าเราจะเป็นบริษัทที่มุ่งเน้นด้านประสิทธิภาพ" Knight กล่าว "เรากำลังกลับไปสู่รากฐาน นั่นคือจุดโฟกัสของเรา"
ข้อสรุปนี้มาพร้อมคำถามที่ใหญ่ยิ่งกว่า นั่นคือ ถ้าหาก Nike จะกลายเป็นบริษัทระดับโลก ถ้าอย่างนั้นสำนักงานใหญ่ระดับโลกควรมีหน้าตาอย่างไร
ในตอนที่การก่อสร้างเริ่มต้นขึ้น เป้าหมายจึงไม่ใช่แค่เพียงการนำผู้คนมาอยู่รวมกัน แต่เป็นการสร้างสถานที่ที่ให้ความรู้สึกแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากสำนักงานเดิมซึ่งไม่สามารถรองรับการเติบโตของบริษัทได้
"เราอยากได้บรรยากาศแบบแคมปัสเพราะในใจลึกๆ แล้วทุกคนยังเป็นนักศึกษาปี 3 อยู่" Knight เล่า "เราต้องการสถานที่ที่ทุกคนทำงานได้จริง แล้วก็เป็นที่ที่คนอยากใช้เวลาอยู่ตรงนั้นด้วย" ไอเดียนี้กลายมาเป็นรากฐานของทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นตามมา

ปี 1988 การก่อสร้างสำนักงานระดับโลกของ Nike ก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง
สำนักงานใหญ่แห่งใหม่จะไม่ได้เป็นตึกสูงเพียงหลังเดียว แต่จะเป็นกลุ่มอาคารห้อมล้อมพื้นที่ส่วนกลาง เรียกได้ว่าให้ความรู้สึกเหมือนลานกลางมหาวิทยาลัยมากกว่าจะเป็นย่านอาคารสำนักงานของบริษัท มีพื้นที่ให้ทุกคนทำกิจกรรม รวมกลุ่ม และใช้ความคิด
อาคารที่มีในช่วงแรกได้รับการออกแบบให้มีสถานที่รับประทานอาหาร พบปะ และผ่อนคลาย ยกตัวอย่างอาคาร Joan Benoit Samuelson ซึ่งทำหน้าที่เป็นเหมือนสหภาพนักศึกษา มีทั้งโรงอาหาร ร้านค้าเล็กๆ และพื้นที่พบปะชิลๆ ที่ดึงดูดเหล่าพนักงานให้มารวมตัวกันที่นี่ตลอดทั้งวัน การนัดรวมพลประจำสัปดาห์อย่างลานเบียร์ฤดูร้อน "Thirst Thursday" นำพนักงานจากหลายหลายบทบาทหน้าที่และประสบการณ์มารวมตัวกันและเลือนเส้นแบ่งระหว่างแผนกลง

ภาพถ่ายมุมสูงของสำนักงานใหญ่ระดับโลกของ Nike ในปี 1989
"ทุกคนตั้งแต่พนักงานเข้าใหม่ไปจนถึงผู้บริหารอาวุโสชนศอกแล้วชูแก้วให้กัน" Scott Reames ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ของ Nike เล่า "ที่นั่นมีบรรยากาศผ่อนคลายสบายใจที่ช่วยให้พนักงานรู้สึกปลอดโปร่ง แล้วยังได้เจอกับเพื่อนพนักงาน Nike จากทุกแผนกด้วย"
ส่วน Bo Jackson Fitness Center ที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ ก็ทำหน้าที่เป็นพื้นที่สันทนาการประจำแคมปัส พร้อมพรั่งไปด้วยอุปกรณ์ออกกำลังกายและสนามกีฬาสำหรับพนักงาน
"พนักงานจะใช้ชีวิตร่วมกันตลอดทั้งวันในทุกวันทำงาน ทั้งในออฟฟิศ ตอนพักกลางวัน ที่ยิม หรือบนเทรลจ็อกกิ้ง ความใกล้ชิดนี้ช่วยให้พนักงานพูดคุยมีปฏิสัมพันธ์ได้อย่างเป็นธรรมชาติซึ่งเอื้อต่อการทำงานร่วมกัน แล้วยังช่วยปลูกฝังความรู้สึกของการเป็นชุมชนด้วย" Reames กล่าว

ลานกลางแจ้งของอาคาร Joan Benoit Samuelson ประมาณปี 1990
ธรรมชาติไม่ได้ถูกตัดทิ้งหรือผลักไปไว้เป็นเรื่องสุดท้าย แต่เป็นหัวใจของการออกแบบแคมปัสแห่งนี้
ตรงใจกลางพื้นที่คือทะเลสาบที่สร้างขึ้นโดยมนุษย์ พร้อมกับมีอาคารต่างๆ ตั้งอยู่รายล้อม ทีมไม่คิดว่าน้ำและภูมิประเทศคืออุปสรรคและเลือกที่จะเดินหน้าไปพร้อมกับธรรมชาติเหล่านั้น สร้างแคมปัสให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมแทนการฝืนเปลี่ยนแปลงธรรมชาติ

ดินที่ขุดออกมาเพื่อสร้างทะเลสาบกลายมาเป็นแนวดินรอบแคมปัส เรียงรายไปด้วยต้นไม้เงียบสงบซึ่งแยกพื้นที่ของแคมปัสออกจากโลกภายนอก พร้อมกับสร้างเส้นทางวิ่งบรรจบกันรอบอาณาบริเวณทั้งหมด
ผลลัพธ์นี้เกิดขึ้นด้วยความตั้งใจ ความต่างระหว่างชีวิตในเมืองที่แออัดกับการตกแต่งภายในอันสงบเงียบซึ่ง Knight ได้สัมผัสที่ญี่ปุ่น กลายเป็นแรงบันดาลใจให้เขาจินตนาการถึงสถานที่ที่ช่วยให้ผ่อนคลายหลังจากจบทริปทำงานนอกสถานที่ซึ่งทั้งเหน็ดเหนื่อยและเร่งรีบ
"คุณออกไปสู้ศึกข้างนอกนั่น พอกลับบ้านมาก็แค่อยากมีสถานที่ที่ทำให้คุณสงบใจลงได้" Knight กล่าว

เงาสะท้อนในสระน้ำด้านนอกอาคาร Mike Krzyzewski "Coach K" Fitness Center
"คุณออกไปสู้ศึกข้างนอกนั่น พอกลับบ้านมาก็แค่อยากมีสถานที่ที่ทำให้คุณสงบใจลงได้"
Phil Knight, ผู้ร่วมก่อตั้ง NIKE, Inc.

อาคารสำนักงานใหญ่ระดับโลกของ Nike จากซ้ายได้แก่ Next%, John McEnroe, Prefontaine Hall, Michael Jordan และ Mike Schmidt
แม้แต่ตัวอาคารเองก็สะท้อนแนวคิดนี้ ในช่วงแรกอาคารต่างๆ ได้รับการออกแบบให้ค่อนข้างเตี้ยและกระจายตัวไปตามภูมิทัศน์ เพื่อใช้ประโยชน์จากแสง พื้นที่ และสภาพแวดล้อมอย่างเต็มที่ ในเมื่อพื้นที่เอื้ออำนวย Knight และทีมผู้นำจึงตัดสินใจขยายกลุ่มอาคารออกไปตามแนวราบแทนการสร้างอาคารสูง โดยเลือกสร้างอาคาร 4 ชั้นแทนการสร้างตึกให้สูงขึ้น ด้านการออกแบบภายในก็ให้ความสำคัญกับพื้นที่เปิดกว้างและความเคลื่อนไหว เช่นการใช้บันไดที่กว้างขึ้นเพื่อนำแสงเข้ามาในอาคารเพิ่มขึ้น แม้จะต้องแลกกับพื้นที่ใช้สอยของสำนักงานไปบางส่วนก็ตาม
ตั้งแต่แรกเริ่มแคมปัสนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพียงเพื่อทำธุรกิจ แต่สร้างขึ้นเพื่อสะท้อนตัวตนของบริษัทที่หล่อหลอมขึ้นโดยนักกีฬาและสภาพแวดล้อมที่คนเหล่านั้นเติบโต

อาคาร Mia Hamm และ Jerry Rice ในปัจจุบัน
ระหว่างที่แคมปัสเป็นรูปเป็นร่างขึ้น แม้แต่ชื่อของอาคารก็ยังสะท้อนถึงค่านิยมที่บริษัทยึดถือ
แผนแรกเริ่มเรียกอาคารต่างๆ อย่างง่ายๆ ว่า "A","B" และ "C" ก่อนจะถูกขีดทิ้งเพื่อหลีกทางให้กับระบบชื่อที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมกีฬาของ Nike ยิ่งกว่า
"ผมบอกไปว่า คุณเตรียมเจองานหนักได้เลยถ้าอยากจะตั้งชื่ออาคารกันแบบนั้น" Howard Slusher ผู้นำโครงการเล่าถึงเวลานั้น "มันฟังดูไม่เหมือนเราเลย ทำไมไม่ตั้งชื่อตามนักกีฬาของเราล่ะ"
แผนทั้งหมดปรับเปลี่ยนไปตามแนวคิดนี้ อาคารได้รับการตั้งชื่อตามนักกีฬาผู้โดดเด่นในกีฬาของตนเอง เหล่าผู้พิชิต Hall of Fame ที่ยืนหนึ่งเหนือเพื่อนพ้องในแวดวงเดียวกัน
อาคารหลังแรกๆ ได้รับการตั้งชื่อตามนักกีฬาระดับไอคอนอย่าง Steve Prefontaine, Joan Benoit Samuelson และ Michael Jordan ก่อนจะกลายเป็นแนวทางที่สืบทอดกันต่อมาเมื่อแคมปัสเติบโตขึ้น

อาคาร Michael Jordan ในปี 1990
"ผมบอกไปว่า 'คุณเตรียมเจองานหนักได้เลยถ้าอยากจะตั้งชื่ออาคารกันแบบนั้น ["A","B" และ "C"] มันฟังดูไม่เหมือนเราเลย ทำไมไม่ตั้งชื่อตามนักกีฬาของเราล่ะ'"
Howard Slusher, ผู้นำโครงการ Nike Campus

Bo Jackson Fitness Center และสนามกีฬา
แคมปัสยุคเริ่มแรกค่อยๆ ก่อร่างขึ้นตลอดระยะเวลา 2 ปี เริ่มจากปี 1990 อย่างอาคาร Mike Schmidt และ Michael Jordan เรื่อยมาจนถึงปี 1992 โดยปิดท้ายด้วยอาคาร Nolan Ryan
นี่เป็นครั้งแรกที่บริษัทได้ตั้งอยู่ในสถานที่ที่ออกแบบมาให้สอดคล้องกับแนวทางการทำงาน และยังรองรับอนาคตที่ตั้งใจจะไปให้ถึง
ที่นี่ไม่ได้เป็นเพียงสำนักงานใหญ่ หากคือรากฐานของบริษัท
"การนำทีมออกแบบรองเท้าและทีมออกแบบเครื่องแต่งกายมาไว้ด้วยกันก่อให้เกิดพลังความร่วมมือที่น่าทึ่ง" Wilson Smith อดีตผู้อำนวยการด้านการออกแบบเล่า ชายผู้นี้ทำงานกับบริษัทมานานถึง 40 ปี "พวกเรามีเพียงสะพานภายในเชื่อมระหว่างสองฝั่งอาคารคั่นกลาง... ผมไม่คิดว่าเป็นเรื่องบังเอิญนะที่เราจะจดจำยุคปี 1990 ในฐานะยุคทองของงานออกแบบผลิตภัณฑ์"
การเติบโตเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และเกิดขึ้นเป็นระลอก
เมื่อถึงปลายยุคปี 80 การก่อสร้างก็เดินหน้าไปพร้อมกับจังหวะการเติบโตของบริษัท อาคารใหม่ๆ ผุดขึ้นตามความต้องการที่พุ่งสูง Nike เปิดตัวสำนักงานใหญ่แห่งใหม่อย่างเป็นทางการในเดือนตุลาคม 1990 รวมพนักงานซึ่งกระจายอยู่ทั่วภูมิภาคมานานเข้าไว้ในที่เดียว
อัตราก้าวไม่ได้ชะลอลง ภายในหนึ่งทศวรรษ Nike ขยายแคมปัสครั้งใหญ่ พื้นที่รวมเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าพร้อมๆ กับที่ธุรกิจพุ่งทะยานในช่วงปี 1990 ธรรมเนียมการตั้งชื่อตามนักกีฬายังคงสืบทอดต่อมากับอาคารต่างๆ ที่ได้รับการตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่บุคคลสำคัญอย่าง Ken Griffey, Jr., Mia Hamm และ Jerry Rice ตอกย้ำสายสัมพันธ์ระหว่างบริษัทกับนักกีฬาที่บริษัทให้การสนับสนุน

Phil Knight ผู้ร่วมก่อตั้ง NIKE, Inc. (ขวา) พร้อมกับ Jerry Rice ในพิธีเปิดอาคาร Jerry Rice ในปี 1999
การเติบโตระลอกถัดไปไม่ได้เป็นเพียงการขยายขนาด แต่ยังรวมถึงขีดความสามารถของบริษัทด้วย
เมื่อ Nike ก้าวเข้าสู่ช่วงปลายยุค 90 และต้นยุค 2000 แคมปัสก็พัฒนาขึ้นในทิศทางที่สะท้อนความมั่นใจของบริษัทที่ไม่จำเป็นต้องเตรียมแผนสำรองเผื่อไว้อีกต่อไป
"เดิมการออกแบบแคมปัสต้องคิดเผื่อกรณีที่ธุรกิจของ Nike ตกต่ำลงอย่างหนัก ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ในช่วงยุค 80 เพื่อให้บริษัทสามารถขายหรือปล่อยเช่าอาคารให้กับบริษัทอื่นได้" Reames อธิบาย "แต่การเติบโตอย่างพุ่งทะยานในยุคปี 90 ได้ปิดตายไอเดียนั้น และการขยายพื้นที่ครั้งที่ 2 ก็ไม่ต้องคิดเผื่อแผนสำรองอีกต่อไป แผนผังของอาคารใหม่สะท้อนถึงบรรยากาศของการปักหลักถาวร"
อาคารสถานที่ใหม่มีขนาดใหญ่ขึ้นและออกแบบมาให้รองรับการเพิ่มจำนวนพนักงานอย่างรวดเร็ว รวมถึงการทำงานอันซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ จากการเป็นแบรนด์ระดับโลก อาคารที่สร้างขึ้นเพิ่มเติมอย่าง Tiger Woods Center เปิดใช้งานในปี 2001 มอบพื้นที่สำหรับการรวมตัวเป็นกลุ่มใหญ่ ตั้งแต่การประชุมของฝ่ายขายไปจนถึงการเปิดตัวสินค้าซึ่งก่อนหน้านี้ต้องจัดขึ้นในสถานที่ภายนอก แต่ละอาคารไม่เพียงเป็นการขยายพื้นที่ของ Nike แต่ยังเพิ่มสิ่งที่แคมปัสสามารถทำได้ด้วย

การก่อสร้างอาคาร Serena Williams เริ่มในปี 2018
การพัฒนาขึ้นสู่จุดสูงสุดเมื่อการขยายพื้นที่ในยุคใหม่ได้พลิกโฉมแคมปัสไปอีกครั้ง
เริ่มจากช่วงปลายยุคปี 2010 ที่ Nike เริ่มโครงการพัฒนาครั้งสำคัญซึ่งได้แก่อาคารใหม่ขนาดใหญ่ 3 อาคาร กระจายตัวอยู่บนพื้นที่กว่าพันเอเคอร์ และเพิ่มพื้นที่ใช้งานใหม่ๆ กว่า 1.1 ล้านตารางฟุต การขยายพื้นที่ครั้งนี้มาพร้อมแนวทางสถาปัตยกรรมแบบใหม่ ด้วยโครงสร้างมินิมอลที่ใช้โทนสีเข้มขึ้น ออกแบบโดยยึดหลักความยั่งยืน ประสิทธิภาพ และความร่วมมือ เพื่อให้การวิจัย การออกแบบ และการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์มีความใกล้ชิดกันยิ่งกว่าที่เคยเป็นมา
"กลุ่มผู้บริหารของ Nike อยากเห็นสถาปัตยกรรมระดับโลกที่ถ่ายทอดจิตวิญญาณของแบรนด์และสะท้อนภาพความเป็นผู้นำของ Nike" Gene Sandoval พาร์ทเนอร์จาก ZGF Architects ซึ่งเป็นผู้นำการออกแบบอาคาร Sebastian Coe ที่เปิดใช้งานในปี 2018 กล่าว "อาคาร Seb Coe ออกแบบมาให้สื่อถึงการเคลื่อนไหวไม่หยุดนิ่งและเป็นออฟฟิศเพื่อการสร้างสรรค์แรงบันดาลใจซึ่งซุกซ่อนตัวอยู่ใน North Wood Forest"
Nike ตระหนักถึงสิ่งที่ต้องจากการโครงสร้างอาคารของตัวเอง เมื่อ Sandoval เสนอแผนกับ Knight และ Howard Slusher พวกเขาก็จะบอกว่า "เอาให้ใหญ่กว่านี้อีก" ปรัญชาประจำใจของ Knight นั้นเรียบง่ายมาก นั่นคือ ถ้า Nike จะทำเรื่องนี้ก็ต้องเล่นให้ใหญ่ไปเลย Sandoval เล่าว่าเขารู้สึกประทับใจอยู่เสมอกับความจริงจังของ Nike ที่เชื่อว่าสถาปัตยกรรมควรสื่อถึงวัฒนธรรมและแก่นแท้ของแบรนด์
ทัศนคติเช่นนี้กำหนดทุกรายละเอียดของอาคาร Seb Coe ซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางพื้นที่ป่า North Wood Forest และเคยได้ชื่อตามป่าแห่งนี้ ตัวอาคารได้รับการออกแบบโดยคำนึงถึงการอนุรักษ์เป็นหลัก Nike ขอให้รักษาต้นไม้ไว้ให้ได้มากที่สุด และยังต้องการให้สถาปัตยกรรมภายในสื่อถึงความรู้สึกราวกับเป็นส่วนหนึ่งของผืนป่ารอบด้าน แนวคิดนี้สัมผัสได้ชัดเจนที่สุดภายในโรงอาหารที่มีหน้าต่างสูงจากพื้นจรดเพดานซึ่งมองออกไปเห็นผืนป่า ตามความตั้งใจให้อาคารหลังนี้มีบรรยากาศราวกับหลุดออกมาจากภูมิทัศน์ของรัฐโอเรกอน
องค์ประกอบของน้ำบริเวณด้านหน้าที่ยื่นลอยออกมาทำหน้าที่เป็นจุดยึดสายตาให้กับคุณสมบัติที่โดดเด่นที่สุดของโครงสร้าง ตามแผนเดิม โครงสร้างลอยนี้จะยื่นออกไป 60 ฟุตจากฐานถึงปลาย แต่เมื่อ Sandoval นำแบบไปให้ Mark Parker ดู เขากลับอยากให้มันยาวกว่านั้น สุดท้ายก็จบลงด้วยการเพิ่มความยาวเป็น 2 เท่า หรือ 120 ฟุต ทำให้โครงสร้างนี้กลายเป็นความมหัศจรรย์ทางวิศวกรรมที่ไม่มีอาคารอื่นใดในโอเรกอนเทียบได้
ศูนย์กลางของการพลิกโฉมทางด้านสถาปัตยกรรมนี้ก็คือ LeBron James Innovation Center ซึ่งเปิดใช้งานในปี 2021 สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวิธีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของ Nike หัวใจของอาคารหลังนี้คือ Nike Sport Research Lab (NSRL) ล้ำสมัย ห้องทดลองด้านนวัตกรรมระดับโลกที่สร้างขึ้นเพื่อศึกษาการเคลื่อนไหวของนักกีฬา ห้องทดลองแห่งนี้พรั่งพร้อมไปด้วยกล้องจับความเคลื่อนไหวหลายร้อยตัว แผ่นวัดแรงกดหลายสิบแผ่น และพื้นที่ทดสอบขั้นสูง ช่วยให้นักวิจัย นักออกแบบ และวิศวกรสังเกตประสิทธิภาพได้แบบเรียลไทม์ และนำข้อมูลนั้นไปต่อยอดเป็นนวัตกรรมได้โดยตรง
"NSRL คือจุดศูนย์กลางที่เราทำงานร่วมกับนักกีฬาทุกระดับความสามารถ ภูมิหลัง ทักษะ หรือชนิดของกีฬาที่เล่น" Matthew Nurse ซึ่งเป็น Chief Science Officer ของ Nike กล่าว
หาก LeBron เป็นตัวแทนของการก้าวกระโดดในด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา อาคาร Serena Williams ก็สะท้อนถึงการลงทุนอันทะเยอทะยานอย่างทัดเทียมกันในด้านงานสร้างสรรค์

พนักงาน Nike มักใช้ทางลาดของอาคาร LeBron James เป็นพื้นที่ออกกำลังกาย หรือประชุมแบบเดินคุยขึ้นเนิน
"NSRL คือจุดศูนย์กลางที่เราทำงานร่วมกับนักกีฬาทุกระดับความสามารถ ภูมิหลัง ทักษะ หรือชนิดของกีฬาที่เล่น"
Matthew Nurse, Nike Chief Science Officer
อาคารขนาด 1 ล้านตารางฟุตแห่งนี้เปิดใช้งานในปี 2022 นับเป็นอาคารที่ใหญ่ที่สุดในแคมปัส และเป็นหนึ่งในความมุ่งมั่นด้านการออกแบบที่สำคัญที่สุดของ Nike อาคารแห่งนี้รวมทีมงานด้านผลิตภัณฑ์ ข้อมูลเชิงลึก และการจัดจำหน่ายมาอยู่ในพื้นที่หนึ่งเดียวซึ่งออกแบบมาเพื่อกระตุ้นความร่วมมือและผลักดันไอเดียใหม่ๆ ให้เป็นจริง ห้องทดลองเฉพาะทาง สภาพแวดล้อมที่สมจริง และโชว์รูมขนาดใหญ่ช่วยให้ทีมต่างๆ สามารถทดสอบ มองเห็นภาพ และขัดเกลาไอเดียได้ในสเกลที่ใหญ่ขึ้น
"อาคารทั้งหลังจะทำให้คุณลืมหายใจ" Serena Williams เจ้าของชื่อของอาคารนี้กล่าว "ทุกอย่างรอบตัวไม่ว่าจะตรงไหนที่คุณเดินผ่าน ล้วนจุดประกายให้คุณได้"
อาคารใหม่ๆ ที่เพิ่มเข้ามาในช่วงหลังถือเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่สำหรับแคมปัส ยุคที่ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยการเติบโตเพียงอย่างเดียว แต่ด้วยการเชื่อมโยงทุกส่วนเข้าด้วยกัน วิทยาศาสตร์กับความคิดสร้างสรรค์ งานวิจัยกับงานออกแบบ ล้วนทำงานเคียงข้างกันและกัน
เมื่อมองในภาพรวม การตัดสินใจอย่างใส่ใจตลอดหลายทศวรรษได้หล่อหลอมบางสิ่งซึ่งเป็นเอกลักษณ์ให้เกิดขึ้นที่ Philip H. Knight Campus นั่นคือการเป็นสถานที่ทำงานที่ดำเนินงานในสเกลของบริษัทระดับโลก แต่ยังให้ความรู้สึกเหมือนเป็นพื้นที่ส่วนตัวที่เต็มไปด้วยประสบการณ์สำหรับพนักงาน
ผู้ที่เพิ่งมาเยือนครั้งแรกจะสัมผัสได้ถึงความรู้สึกนั้นในทันที การเดินในแคมปัส สนามกลางแจ้ง และเส้นทางที่เรียงรายไปด้วยต้นไม้จะเปลี่ยนการรับรู้เกี่ยวกับระยะทางของคุณไปโดยสิ้นเชิง การเดินจากฝั่งหนึ่งไปยังอีกฝั่งอาจใช้เวลา 15 นาทีหรือมากกว่านั้น ท่ามกลางบรรยากาศที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตลอดเส้นทาง จากลานกว้างเปิดโล่งสู่ทางเดินอันงดงามที่ราวกับซุกซ่อนตัวอยู่ในภูมิทัศน์โดยรอบ แล้วก็เป็นเช่นเดียวกับพื้นที่พิเศษทุกแห่ง ผู้คนคือสิ่งที่เติมพลังให้กับสถานที่นี้ ระหว่างวัน เพื่อนร่วมทีมจะเดินสวนกันไปมาทั้งระหว่างประชุม ระหว่างการสนทนา หรือระหว่างก้าวเดิน คนคุ้นหน้าเดินผ่านและยกมือทักทายกันสั้นๆ ตลอดทั้งวัน ช่วงเวลาเหล่านี้ให้ความรู้สึกใกล้เคียงกับแคมปัสมหาวิทยาลัยมากกว่าจะเป็นออฟฟิศบริษัท

เมื่อมองจากด้านบน อาคาร Serena Williams ทอดตัวยาวเป็นรูปทรงคล้ายปีกของเทพี
นี่คือสถานที่ในวิสัยทัศน์ที่ Phil Knight วาดไว้ตั้งแต่แรกเริ่ม สถานที่ที่คุณจะกลับมารีเซ็ตและเตรียมพร้อมออกตัวอีกครั้ง
"ผมทำงานที่ Nike มา 30 ปี และศึกษาเรื่องราวของบริษัทอย่างลึกซึ้งในฐานะนักประวัติศาสตร์ของบริษัทมา 17 ปี ผมเชื่อจริงๆ ว่าการสร้างสิ่งที่ปัจจุบันกลายมาเป็น Philip H. Knight Campus แห่งนี้คือแรงกระตุ้นสำคัญที่หล่อเลี้ยงยุคสมัยแห่งความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน" Reames กล่าว "ถ้าแคมปัสของ Nike คือแกนกลาง พนักงานของที่นี่ก็คืออิเล็กตรอนที่เคลื่อนที่ปะทะและส่งพลังถึงกัน จนเกิดเป็นพลังงาน แสงสว่าง และไอเดีย"

ลู่วิ่ง Michael Johnson พื้นที่ฝึกซ้อมระดับโลกที่ตั้งอยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ
"นี่เป็นมากกว่าการเปลี่ยนชื่อเรียก แต่เป็นการยกย่องชายผู้ซึ่งวิสัยทัศน์ของเขาผลักดันให้เกิดการเคลื่อนไหวในระดับโลก"
Elliott Hill, ประธานและ CEO, NIKE, Inc.

Ronaldo Field เป็นทั้งพื้นที่ฝึกซ้อมสำหรับทีมระดับมืออาชีพและสนามฟุตบอลของพนักงาน
เป็นเวลานานกว่าสามทศวรรษที่แคมปัสแห่งนี้เป็นที่รู้จักในชื่อเรียบง่ายว่า Nike World Headquarters ศูนย์กลางของบริษัทที่เติบโตจากกิจการในชั้นใต้ดินสู่การเป็นแบรนด์ที่ทรงอิทธิพลระดับโลก
ในปี 2025 แคมปัสแห่งนี้ได้รับชื่อใหม่อย่างเป็นทางการว่า Philip H. Knight Campus ตอกย้ำความเชื่อมโยงระหว่างสถานที่แห่งนี้กับผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท
"นี่เป็นมากกว่าการเปลี่ยนชื่อเรียก" Elliott Hill, ประธานและ CEO, NIKE, Inc. เขียนไว้ในจดหมายถึงพนักงาน Nike "แต่เป็นการยกย่องชายผู้ซึ่งวิสัยทัศน์ของเขาผลักดันให้เกิดการเคลื่อนไหวในระดับโลก และเป็นเครื่องเตือนใจให้กับเราทุกคนที่จะเดินบนเส้นทางและวิ่งบนสนามเหล่านี้ว่า อะไรจะเกิดขึ้นเมื่อความเชื่อและการลงมือทำมาบรรจบกัน"
การเปลี่ยนชื่อครั้งนี้จะมีพิธีประกาศอย่างเป็นทางการในวันที่ 21 พฤษภาคม 2026 ด้วยความตั้งใจให้ชุมชน Nike ได้มารวมตัวกันท่ามกลางประวัติศาสตร์และอนาคตของพื้นที่ที่หล่อหลอมบริษัทมานานกว่า 35 ปี
ในแง่นี้ การเปลี่ยนชื่อไม่ได้หมายถึงการเริ่มต้นบทใหม่เสียทีเดียว แต่เป็นการทำให้เรื่องราวที่ Nike เขียนมาตลอดชัดเจนขึ้น จากห้องซักผ้าชั้นใต้ดินมาสู่สำนักงานใหญ่ระดับโลกครอบคลุมพื้นที่หลายร้อยเอเคอร์ ทว่าแก่นแท้กลับไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปเลย นั่นคือ ความเชื่อมั่นในนักกีฬา ในนวัตกรรม และในความจริงที่ว่าสิ่งที่ดีที่สุดยังคงรอคอยอยู่เบื้องหน้า

เมื่อ Elliott Hill ประธานและ CEO ของ NIKE, Inc. กลับมาร่วมงานกับบริษัทอีกครั้ง หนึ่งในคำขอแรกๆ ของเขาคือให้เปิดน้ำพุที่อาคาร Sebastian Coe อีกครั้ง "เพราะนี่เป็นสัญญาณว่าเรากลับมาสู่จังหวะของเราแล้ว"