• เพื่อชัยชนะ

การหวนคืนคอร์ทของ Serena Williams ตอกย้ำให้เราเห็นว่าทำไมเธอถึงเป็นยอดนักเทนนิสตลอดกาล

  • 3/6/2569
  • เรียบเรียงโดย:

หลังจากคว้าแชมป์ประเภทเดี่ยวมาแล้ว 73 รายการ, ประเภทคู่ 14 รายการ, 4 เหรียญทองโอลิมปิก และครองตำแหน่งนักเทนนิสหญิงเดี่ยวมือวางอันดับ 1 ของโลกคิดรวมกันเป็นระยะเวลาถึง 6 ปี Serena Williams ก็พร้อมแล้วสำหรับความท้าทายครั้งใหม่ ในปี 2022 เธอได้ประกาศว่าจะลาวงการเทนนิสเพื่อไป "เติบโต" โดยลงแข่งขันแมตช์สุดท้ายในศึก US Open ปะทะ Ajla Tomljanovic เมื่อเดือนกันยายนในปีนั้น แต่นี่ไม่ใช่การเกษียณตัวเองจากโลกการทำงาน เพราะตอนนั้น Serena Ventures บริษัทเงินร่วมลงทุนของเธอระดมทุนได้มากกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสนับสนุนธุรกิจสตาร์ทอัพที่เน้นกลุ่มบริโภคที่เป็นผู้หญิงกับคนผิวสี และเธอต้องการทุ่มเทเวลาเพื่อขับเคลื่อนงานนี้ให้ขยับขยายมากขึ้น นอกจากนี้ เธอยังอยากมีลูกอีกคนในวัย 40 ปี และรู้ดีว่าตัวเองไม่อยากตั้งครรภ์ไปพร้อมๆ กับการลงแข่งขันอีก (เธอคลอดลูกคนแรกที่ชื่อว่า Olympia ในปี 2017 หลังพิชิตถ้วย Australian Open ได้ 8 เดือน ซึ่งเป็นการคว้าแชมป์แกรนด์สแลมครั้งที่ 23 ขณะตั้งครรภ์ได้ 8 สัปดาห์ โดยที่ไม่เสียเซ็ตให้ใครเลยตลอดการแข่งขัน) นักข่าวและแฟนๆ ต่างถามว่าเธอจะกลับมาอีกไหมตลอดทัวร์นาเมนต์อำลาสนาม ซึ่งเธอก็ไม่เคยตอบว่าไม่

ในปัจจุบันหลังผ่านไป 4 ปีพร้อมกับมีลูกสาวที่ชื่อว่า Adira เพิ่มอีกคน นักกีฬาผู้อยู่เคียงข้าง Nike มาตั้งแต่ปี 2003 ก็หวนคืนคอร์ท เวทีการกลับมาของเธอก็ช่างประจวบเหมาะเจาะ เพราะเธอจะลงแข่งประเภทคู่ในรายการทัวร์นาเมนต์ Queen's Club ที่กรุงลอนดอน

วงการเทนนิสเปลี่ยนแปลงไปไม่น้อยนับตั้งแต่ที่ Williams หยุดพักไป แต่ตัวเธอเองก็พัฒนาขึ้นเช่นกัน ด้านล่างนี้คือคำพูดของ Williams ผู้มาร่วมแชร์มุมมองใหม่ เหตุผลที่ว่าทำไมการให้ลูกสาวได้เห็นเธอหวนคืนสนามจึงเป็นสิ่งสำคัญ และทำไมเธอถึงเชื่อมั่นในตัวเองเสมอมา

"โมเมนต์นี้ฉันทำเพื่อลูกสาวด้วยเช่นกัน ฉันอยากให้พวกเธอเห็นว่าฉันเป็นผู้หญิงที่แข็งแกร่งแค่ไหน เห็นตัวตนของฉัน"

Serena Williams, ผู้คว้าแชมป์แกรนด์สแลม 23 สมัย

Serena Williams กำลังพาลูกสาวที่ชื่อว่า Adira ทัวร์แคมปัสระดับโลกของ Nike ซึ่งรวมถึงอาคาร Serena Williams Building ของเธอด้วย

ผลแพ้ชนะไม่ใช่สิ่งสำคัญสำหรับการกลับมาในครั้งนี้ ฉันแค่อยากเล่นให้สนุก ฉันอยากออกเดินทางและมีความสุขกับตัวเอง ฉันรักกีฬาเทนนิสเสมอมา แต่ครั้งนี้รักผ่านมุมที่เปลี่ยนไป ทุกครั้งที่นั่งดูทัวร์นาเมนต์ ฉันคิดถึงเทนนิสมาก ฉันคิดถึงบรรยากาศ ฉันคิดถึงคอร์ท

แต่ว่าพาร์ทเนอร์ที่จะมาเล่นประเภทคู่ด้วยกันก็ยังคงต้องเป็นคนที่อยากคว้าชัยชนะและสามารถทำมันได้สำเร็จ คงมีเรื่องนี้แหละมั้งคะที่ยังไม่เปลี่ยน ฉันเลือกแข่งประเภทคู่ก่อนเพราะฉันไม่อยากกดดันตัวเองกับการเล่นประเภทเดี่ยวในตอนนี้ ตัวเลือกนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับฉัน

การเทรนนิ่งของฉันมีจุดที่เปลี่ยนไปแค่อย่างเดียว นั่นคือตอนนี้ฉันไม่หัวเสียแล้ว ถึงแม้ว่าเมื่อวานนี้จะรู้สึกอยากฟาดไม้แร็กเก็ตแทบแย่ก็เถอะ แต่ฉันก็เตือนตัวเองว่า 'Serena เธอจะทำแบบนั้นไม่ได้เด็ดขาด' ถ้าเป็นเมื่อก่อนน่ะเหรอ เรียบร้อยไปแล้ว

โมเมนต์นี้ฉันทำเพื่อลูกสาวด้วยเช่นกัน ฉันอยากให้พวกเธอเห็นว่าฉันเป็นผู้หญิงที่แข็งแกร่งแค่ไหน เห็นตัวตนของฉัน ตอนนี้พวกเธอจะได้เห็นสิ่งที่ฉันทำและผลกระทบเชิงบวกที่ฉันได้สร้างไว้

คำว่าความเป็นเลิศมันมีนิยามที่หลากหลายมาก แต่คนจำนวนมากก็ไม่เข้าใจถึงความทุ่มเทที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมด เรามักจะเห็นแต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นสิ่งที่ดูเหมือนจะสำเร็จได้เพียงชั่วข้ามคืน แต่จริงๆ มันต้องแลกมาด้วยความเสียสละเสมอ เพราะเราต้องยอมเสียสิ่งหนึ่งไป ถึงจะได้อีกสิ่งหนึ่งมา เราต้องตัดสินใจว่าจะยอมเสียอะไร และบางครั้งการตัดสินใจมันก็มีราคาที่ต้องจ่าย

ความกดดันอาจจะรู้สึกหนักหน่วงมาก แต่จะเบาลงถ้าเราก้าวเข้าไปเผชิญหน้ากับมัน มีสำนวนเก่าแก่อันหนึ่งที่กล่าวไว้ว่า 'ผู้ใดลังเล ผู้นั้นพ่ายแพ้' ความลังเลมีไว้สำหรับคนไม่อยากชนะเท่านั้น เราจะกังขาในตัวเองไม่ได้เด็ดขาด ฉันทุ่มเทหนักมาก แต่ก็รู้ดีว่าตอนนี้ฉันอยู่ในอีกช่วงหนึ่งของชีวิตแล้ว จึงต้องหัดทำอะไรให้เกิดผลลัพธ์คุ้มค่าที่สุด โดยไม่ให้ความทุ่มเทที่ผ่านมาต้องสูญเปล่า

"มีสำนวนเก่าแก่อันหนึ่งที่กล่าวไว้ว่า 'ผู้ใดลังเล ผู้นั้นพ่ายแพ้' ความลังเลมีไว้สำหรับคนไม่อยากชนะเท่านั้น เราจะกังขาในตัวเองไม่ได้เด็ดขาด"

Serena Williams, ผู้คว้าแชมป์แกรนด์สแลม 23 สมัย

ตอนเริ่มเล่นเทนนิสใหม่ๆ ฉันต้องต่อสู้เพื่อให้คนยอมรับว่าฉันคู่ควร ในฐานะผู้หญิง เราต้องต่อสู้เพื่อพิสูจน์ทั้งผลงานของตัวเองและศักยภาพของตัวเอง และมันอาจไม่ใช่การต่อสู้เสมอไป แต่เป็นการ "เตือนตัวเองอย่างใจเย็นและแน่วแน่" เมื่อเรามั่นใจในตัวเองแล้ว มันไม่ใช่ปัญหาอะไรเลยที่เราจะถอยออกมาแล้วบอกตัวเองว่า 'อันนี้ยังไม่เหมาะกับฉันในตอนนี้' ฉันโชคดีมากที่ปัจจุบันนี้ฉันสามารถเลือกได้ว่าจะสู้ในศึกไหน บางศึกมันคุ้มค่ามาก โดยเฉพาะถ้ามันเกี่ยวกับลูกๆ ของฉัน แต่บางศึกอาจจบลงตรงที่ฉันบอกตัวเองว่า "ช่างมันเถอะ วันนี้ไม่ใช่วันของเรา"

เราต้องเปิดรับความเปลี่ยนแปลงถึงจะอยู่บนจุดสูงสุดได้ เราต้องพร้อมปรับกลยุทธ์ ยกตัวอย่างเช่น การเรียนรู้เรื่อง AI เป็นสิ่งที่ฉันกระโจนเข้าใส่ทันที ฉันไม่รอ ไม่คิดเยอะ ฉันลงมือทำเลย ฉันเป็นคนแบบนี้มาโดยตลอด โดยเฉพาะในเส้นทางอาชีพ ฉันมักจะคิดเสมอว่า นี่ Roger เขาทำแบบนั้นเหรอ งั้นฉันก็ปรับตามทันทีเลย นั่นคือเหตุผลที่ทำให้ฉันยืนระยะเล่นมาได้นานหลายปี เพราะฉันเปิดรับความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด ฉันเคยเปลี่ยนไม้แร็กเก็ตและเอ็นที่ตัวเองใช้ในยุคที่ไม่มีใครเขาทำกัน จนคนคิดว่าฉันบ้าไปแล้ว สมัยนั้นมันเป็นอะไรที่แปลกหลุดโลก แต่ฉันก็เปลี่ยนอยู่ดี แล้วหลังจากนั้นทุกคนก็ทำตามกันหมด

การจับมือเป็นพาร์ทเนอร์ระหว่างฉันกับ Nike จะเน้นไปที่การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ
ฉันเห็นว่า Nike ได้หวนคืนสู่รากเหง้าในยุคของ Phil โดยเริ่มต้นทุกไอเดียด้วยการตั้งคำถามว่า "เราจะช่วยนักกีฬาได้อย่างไร" ฉันชื่นชอบผลงาน NikeSKIMS มาก มันสะท้อนถึงนวัตกรรม ตอนที่เห็นครั้งแรก ฉันรีบโทรหา Kim แล้วบอกว่า "นี่มันอัจฉริยะมาก"

ฉันเชื่อมั่นในตัวเองเสมอมา
การมีคนมาเชื่อมั่นในตัวเรามันก็รู้สึกดีมากๆ แต่ยอมรับความจริงกันเถอะว่ามันไม่ได้เป็นแบบนั้นอยู่เรื่อยไป และบ่อยครั้งที่คนอื่นจะพูดจาบั่นทอนให้เราสูญเสียความมั่นใจ การมีความเชื่อมั่นในตัวเองจึงสำคัญมาก เพราะถ้าเราเชื่อมั่นในตัวเอง รากฐานของเราจะไม่เปลี่ยนไปไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าให้หลับหูหลับตาเชื่อมั่นในทุกๆ เรื่องนะ เพราะพูดตามตรงว่าฉันเองก็ไม่ได้เป็นแบบนั้น ฉันมักจะต้องกลับมามองที่รากฐานของตัวเอง แล้วบอกตัวเองว่า 'ฉันเก่งเรื่องนี้ ฉันถนัดเรื่องนี้ เอาล่ะ มาต่อยอดจากความเก่งความถนัดนี้กันเถอะ'

  • เพื่อชัยชนะ
  • นิตยสาร
  • ภารกิจ
  • บริษัท
  • ห้องข่าว
      • © 2026 NIKE, Inc. สงวนลิขสิทธิ์