การผนึกกำลังระหว่าง Nike และ 'One Piece' เพื่อก้าวเข้าสู่โลกแห่งตำนาน


- 5/10/2569
- เรียบเรียงโดย:
นับตั้งแต่เริ่มตีพิมพ์ในปี 1997 มังงะญี่ปุ่นเรื่อง One Piece มียอดขายทะลุ 600 ล้านเล่ม ซึ่งเทียบชั้นได้กับหนังสือการ์ตูนซูเปอร์ฮีโร่ระดับตำนานและหนังสือชุดโลกเวทมนตร์ที่ได้รับความนิยมสูงสุด การจะเรียกผลงานของผู้สร้างอย่าง Eiichiro Oda ว่าเป็นปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่นั้น ก็เปรียบได้กับการเรียก "ท้องทะเลสีคราม" อันเป็นตำนานของ One Piece ว่าเป็นเพียงแค่ผืนน้ำธรรมดาๆ ซึ่งแม้จะเป็นความจริงในเชิงเทคนิค แต่ก็ยังห่างไกลจากความเป็นจริงอย่างมาก

Dr. B's Research Lab ที่ร้านป๊อปอัพของ Nike ในย่านฮาราจูกุ ซึ่งนำเสนอภาพลักษณ์ใหม่ของ Bill Bowerman ในฐานะนักวิทยาศาสตร์ผู้ศึกษาผลงานคอลแลปส์ Air Max Plus ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากผลปีศาจ โดยรองเท้าทั้ง 3 รุ่นถูกแขวนลอยไว้ราวกับเป็นตัวอย่างที่รอการศึกษาในที่แห่งนี้
อาจกล่าวได้ว่าเป็นโชคชะตาที่กำหนดไว้แล้วว่ามังงะที่ได้รับความนิยมสูงสุดในโลกและบริษัทกีฬาที่ใหญ่ที่สุดในโลกจะต้องโคจรมาจับมือร่วมกันในสักวันหนึ่ง แต่การที่ Nike จะเชิดชูตำนานผลงานที่เป็นหมุดหมายสำคัญทางวัฒนธรรมป๊อป ซึ่งมีความยิ่งใหญ่และทรงอิทธิพลจนแฟนๆ ถึงกับตั้งชื่อลูกตามตัวละครในเรื่องนั้น ย่อมไม่ใช่แค่การผลิตสินค้าทั่วไปออกมาขายเฉยๆ แน่นอน Nike จึงตอบรับกระแสด้วยซิลลูเอท Air Max Plus ใน 3 รุ่น แต่ละรุ่นได้รับแรงบันดาลใจจากผลปีศาจ (จากตำนานของ One Piece) รวมถึงเสื้อผ้าที่แฝงรายละเอียดซึ่งมีเพียงแฟนพันธุ์แท้เท่านั้นที่จะสังเกตเห็น และการเปิดตัวที่จัดขึ้นทั่วโลกเพื่อให้ผู้คนได้ออกสำรวจเฉกเช่นเดียวกับการผจญภัยในเรื่องราวต้นฉบับ ด้วยเรื่องราวตำนานอันซับซ้อนและโอกาสเพียงครั้งเดียวที่จะทำให้ออกมาดีที่สุด ทีม .SWOOSH ของ Nike Virtual Studios จึงตระหนักดีว่าต้องทำผลงานออกมาให้สมบูรณ์แบบที่สุด
"เมื่อแบรนด์คอลแลปส์กับ 'One Piece' ก็จะสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ให้กับคอมมูนิตี้ และเป็นการต่อยอดเรื่องราวที่เต็มไปด้วยตำนานให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น"
Ashwin Shinde ผู้จัดการอาวุโสฝ่าย Energy Gaming Product Merch ของ .SWOOSH
"เมื่อแบรนด์คอลแลปส์กับ One Piece ก็จะสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ให้กับคอมมูนิตี้ และเป็นการต่อยอดเรื่องราวที่เต็มไปด้วยตำนานให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น" Ashwin Shinde ผู้จัดการอาวุโสฝ่าย Energy Gaming Product Merch ของ .SWOOSH สำหรับคอลเลกชัน One Piece ของ Nike "เราจึงยึดมั่นในสิ่งที่ทำให้เราแตกต่างจากแบรนด์อื่นอยู่เสมอ นั่นคือเรื่องราวที่ Nike เท่านั้นที่สามารถถ่ายทอดได้"
สำหรับ .SWOOSH คำตอบเริ่มต้นจากการนำแนวคิดของทั้งสองโลกมาเชื่อมโยงกัน "เรานำจิตวิญญาณของ Nike และความมุ่งมั่นที่จะผลักดันผู้คนให้ก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์ โดยผสานแนวคิดนี้เข้ากับผลปีศาจ ซึ่งมอบพลังพิเศษให้ผู้ครอบครองก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์และมีพลังเหนือธรรมชาติ" Bryce Wong ผู้จัดการอาวุโสฝ่าย Gaming Footwear Product Design กล่าว
เพื่อเชื่อมโยงโลกของทั้งสองแบรนด์เข้าด้วยกัน ทีมงานได้ข้อสรุปจากแนวคิดเดียวที่ว่า "ถ้าผลปีศาจมีอยู่จริงในโลกของเรา ก็คงเป็นรองเท้า Nike" จากนั้นโจทย์สำคัญจึงกลายเป็นการเลือกรุ่นรองเท้าที่เหมาะสมที่สุดเพื่อถ่ายทอดแนวคิดนี้ออกมาให้เป็นจริง Wong เสนอให้ใช้รุ่น Air Max Plus ซึ่งเป็นรองเท้ารุ่นไอคอนิกที่มีโครงสร้างโดดเด่นและส่วนบนที่มีมิติ ซึ่ง Yuchung Chen ดีไซเนอร์อาวุโสกล่าวว่าเป็น "ดีไซน์ที่ลงตัวสำหรับการผสมผสานเข้ากับโลกแห่งจินตนาการของ One Piece"
การถ่ายทอดแนวคิดเรื่องผลไม้ที่มอบพลังพิเศษลงบนตัวรองเท้า หมายถึงการปรับเปลี่ยนดีเทลบนทุกพื้นผิวของรองเท้าใหม่ทั้งหมด "การดีไซน์ลวดลายผลปีศาจแต่ละแบบมีความท้าทายเฉพาะตัว โดยต้องรักษาความรู้สึกของการเคลื่อนไหวและทิศทางของโครงสร้างรองเท้าแบบออริจินัลเอาไว้ ในขณะเดียวกันก็ต้องทำให้รองเท้ามีน้ำหนักเบาและโปร่ง" Chen กล่าว เขาได้นำลวดลายผลไม้มาจัดวางครอบคลุมตั้งแต่ยางกันโคลน โครงสร้าง ไปจนถึงส่วนแกนรองเท้า ส่วนบนของรองเท้าแต่ละแบบมีลวดลายที่แตกต่างกัน ได้แก่ พื้นผิวเหนียวคล้ายยางสำหรับรุ่น Gum Gum, พื้นผิวเนียนนุ่มคล้ายขนลูกพีชสำหรับรุ่น Ope Ope และพื้นผิวสีพระอาทิตย์ตกดินที่ร้อนแรงสำหรับรุ่น Mera Mera ซึ่งเป็นการสื่อถึง Air Max Plus รุ่นออริจินัล
ภาพร่างแนวคิดสำหรับรองเท้าผลปีศาจทั้ง 3 รุ่น
ส่วนที่เว้าลึกที่สุดอยู่บริเวณแกนกลางของรองเท้า โดยมีสีที่ตัดกันตัดเป็นชิ้นใหญ่ๆ ออกไป ซึ่งเป็นการสื่อถึงฉากที่ Monkey D. Luffy ฮีโร่ผู้มีร่างกายยืดหยุ่นดั่งยางเผลอกินผลโกมุโกมุ (หรืออย่างที่ Chen แอบเผยให้แฟนพันธุ์แท้ได้รู้กันว่าผลนี้ยังมีชื่อจริงอีกชื่อหนึ่ง) เพราะคิดว่าเป็นของหวาน
"เรานำจิตวิญญาณของ Nike และความมุ่งมั่นที่จะผลักดันผู้คนให้ก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์ โดยผสานแนวคิดนี้เข้ากับผลปีศาจ ซึ่งมอบพลังพิเศษให้ผู้ครอบครองก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์และมีพลังเหนือธรรมชาติ ถ้าผลปีศาจมีอยู่จริงในโลกของเรา ก็คงเป็นรองเท้า Nike"
Bryce Wong ผู้จัดการอาวุโสฝ่าย Gaming Footwear Product Design
เครื่องแต่งกายก็ใช้ตรรกะเดียวกันนี้ นั่นคือการเปลี่ยนผลไม้ในตำนานให้กลายเป็นวัตถุที่จับต้องได้ผ่านการถ่ายทอดลวดลายลงบนผืนผ้า "ด้วยแนวทางเดียวกันนี้ ลวดลาย สี และเท็กซ์เจอร์ของผลปีศาจที่เป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบรองเท้าจึงถูกขยายและดัดแปลงเป็นกราฟิกแบบซ้อนทับกัน" Sarah Kim หัวหน้าฝ่าย Global Brand Digital Designer อธิบาย สิ่งนี้ทำให้ผลงานแต่ละชิ้นเปรียบเสมือน "งานศิลปะนามธรรมที่สวมใส่ได้ ซึ่งสะท้อนถึงตัวรองเท้า และโดยนัยแล้วก็คือผลไม้เหล่านั้นเอง"
เธอสร้างเสื้อยืดกราฟิกโดยใช้ตัวละคร Laboon ซึ่งเป็นวาฬที่เฝ้ารอการกลับมาตามสัญญาของกลุ่มเพื่อนเก่ามานานหลายปี พร้อมทั้งให้คำสัญญากับ Luffy เนื่องจากความอดทนของเขาสะท้อนถึงทั้งสองฝ่ายที่มาร่วมงานกันในครั้งนี้ได้อย่างลงตัว "เราอยากให้ตัวเลือกต่างๆ สื่อถึงจิตวิญญาณที่มีร่วมกันระหว่างนักกีฬาของ Nike และฮีโร่จากการ์ตูนมังงะโชเน็น นั่นคือการฟื้นตัว ความเพียร และความสามารถในการก้าวต่อไป"

การใช้พื้นที่อาคารในเซี่ยงไฮ้ครั้งนี้มาพร้อมกับธง Jolly Roger ของกลุ่มโจรสลัดหมวกฟางที่ได้ดัดแปลงโดยใช้โลโก้ Swoosh แทนที่กระดูกไขว้ เคียงคู่ไปกับป้ายโฆษณาข้อความ "WANT 'EM" ที่ลุกเป็นไฟซึ่งติดที่ตัวอาคาร
ทีมงานยังหยิบยกรายละเอียดเชิงลึกจากต้นฉบับมาใส่ไว้ในการคอลแลปส์ครั้งนี้ เพื่อสร้างลูกเล่นที่รู้กันเฉพาะในหมู่แฟนพันธุ์แท้ ซึ่งจะทำให้แฟนๆ ตื่นเต้นและประทับใจอย่างแน่นอน หนึ่งในนั้นคือเสื้อกั๊กที่สื่อถึงกฎสำคัญของมังงะเรื่องนี้ นั่นคือผู้ที่กินผลปีศาจจะต้องแลกความสามารถในการว่ายน้ำกับพลังพิเศษที่ได้รับมา "เสื้อกั๊กตัวนี้เป็นสิ่งที่เพิ่มเข้ามาในภายหลัง โดยเป็นลูกเล่นที่ทั้งล้อไปกับเนื้อเรื่องดั้งเดิมและแฝงความขี้เล่นเอาไว้ ขณะที่เราเริ่มเจาะลึกดีเทลและอินไปกับโลกของ One Piece มากขึ้น" Kim กล่าว

ภายใน Dr. B's Research Lab ซึ่งรวมถึงเสื้อกั๊กที่สื่อถึงการเป็น "ผู้ที่ถูกทะเลเกลียดชัง"
ความใส่ใจในดีเทลเพื่อให้ได้กลิ่นอายที่สมจริงแบบต้นฉบับนั้น ยังส่งผลไปถึงการออกแบบบรรจุภัณฑ์อีกด้วย เมื่อเปิดกล่องรองเท้า คุณจะเห็นภาพสะท้อนของตัวเองปรากฏขึ้นจากโปสเตอร์ "Wanted" ที่พิมพ์อยู่ด้านใน ทำให้ผู้ซื้อรู้สึกเหมือนเป็นโจรสลัดที่มีค่าหัวตั้งไว้ เช่นเดียวกับเหล่าฮีโร่ในเรื่อง One Piece "แนวคิดเบื้องหลังการใช้กระจกเงาคือการทำให้คนที่เปิดกล่องได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราว" Heena Chung ดีไซเนอร์ฝ่าย Global Brand Experience กล่าว "ภาพสะท้อนของคุณจะช่วยเติมเต็มภาพบนโปสเตอร์ให้สมบูรณ์ และทำให้คุณกลายเป็นส่วนหนึ่งของโลก One Piece ได้ในชั่วขณะหนึ่ง" เธอดีไซน์บรรจุภัณฑ์ให้มีลักษณะเหมือน "หีบสมบัติ" ที่ค่อยๆ เผยสิ่งที่อยู่ภายในออกมาอย่างมีลูกเล่น รวมถึงมีรางวัลพิเศษสำหรับนักสะสมที่เก็บครบทุกชิ้น นั่นคือเมื่อนำกล่องทั้งสามใบมาวางเรียงต่อกัน ลวดลายกราฟิกรูปผลปีศาจจะเชื่อมต่อกันกลายเป็นภาพพาโนรามาที่สวยงามในภาพเดียว

ประสบการณ์การแกะกล่องออกแบบมาอย่างตั้งใจให้ค่อยๆ เผยดีเทลออกมาทีละขั้น เปรียบเสมือนหีบสมบัติที่ค่อยๆ เปิดเผยความลับออกมาเมื่อเวลาผ่านไป กระดาษห่อพิมพ์ลายจะเผยให้เห็นการ์ดสะสมก่อนจะพบกับรองเท้าที่วางอยู่ด้านล่างราวกับของรางวัล
ระหว่างฝากล่องกับตัวรองเท้า กระดาษห่อพิมพ์ลายยังซ่อนสัญลักษณ์และองค์ประกอบต่างๆ จากโลก One Piece เอาไว้ด้วย "มีการวางลำดับขั้นตอนการเผยดีเทลต่างๆ ไว้อย่างตั้งใจ" Chung กล่าว "ดีไซน์ภายนอกสื่อถึงการร่วมมือกันของแบรนด์ กระดาษห่อช่วยเปิดมิติใหม่ของโลกในเรื่องนี้ และกระจกเงาก็สร้างปฏิสัมพันธ์ในขั้นตอนสุดท้ายด้วยการพาคุณเข้าไปอยู่ในโปสเตอร์ประกาศจับโดยตรง"
การใส่ดีเทล IYKYK นั้นมีอยู่มากมายและผ่านการคิดมาอย่างตั้งใจ แต่นั่นไม่ใช่หัวใจสำคัญของโปรเจกต์นี้ "เป้าหมายที่ใหญ่กว่าคือการถ่ายทอดความรู้สึกของ One Piece ออกมา มากกว่าแค่การใส่ลูกเล่น Easter Egg ไว้ให้แฟนๆ ตามหา" Chung กล่าว "ตัวกล่องเองก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของการคอลแลปส์ครั้งนี้ด้วย เป็นสิ่งที่น่าเก็บสะสมและน่าสำรวจดีเทลต่างๆ ไม่ใช่แค่กล่องใส่สินค้าเท่านั้น"
"เป้าหมายที่ใหญ่กว่าคือการถ่ายทอดความรู้สึกของ 'One Piece' ออกมา มากกว่าแค่การใส่ลูกเล่น Easter Egg ไว้ให้แฟนๆ ตามหา"
Heena Chung ดีไซเนอร์ฝ่าย Global Brand Experience
คอลเลกชันที่ผ่านการคิดมาอย่างพิถีพิถันขนาดนี้ ต่อให้วางจำหน่ายเฉยๆ ก็คงทำได้ไม่ยาก ทีมงานระดับโลกของ .SWOOSH เลือกที่จะไม่ทำแค่การวางขายทั่วไป แต่นำโปรเจกต์นี้ออกสู่โลกกว้างด้วยการจัดกิจกรรมในเมืองต่างๆ เกือบยี่สิบแห่งทั่วโลก เปลี่ยนการเปิดตัวสินค้าให้กลายเป็นประสบการณ์ที่แฟนๆ เดินทางไปสัมผัสและออกตามหาได้ด้วยตัวเอง แนวคิดหลักของโปรเจกต์นี้ได้แรงบันดาลใจมาจากต้นฉบับโดยตรง "ในแง่ของความคิดสร้างสรรค์ เรามีโครงเรื่องที่ยอดเยี่ยมจาก Oda รองรับอยู่แล้ว นั่นคือเรื่องราวของตัวเอกจาก One Piece และพวกพ้อง หรือกลุ่มโจรสลัดหมวกฟาง ที่ออกเดินทางไปทั่วโลกเพื่อตามหาสมบัติ" Wong กล่าว "เราอยากเชื่อมโยงเรื่องราวนั้นเข้ากับโลกของการสะสมสนีกเกอร์ โดยสร้างแรงจูงใจให้ผู้คนได้รวมกลุ่มกับเพื่อนคอเดียวกัน ออกไปค้นหา และสัมผัสประสบการณ์ที่แปลกใหม่ระหว่างการเดินทางนั้น"

ห้องแล็บเคลื่อนที่ของ Dr. B ซึ่งติดตั้งอุปกรณ์ครบครันและจอดอยู่ในย่านฮาราจูกุ คำตอบของ Nike ที่มีต่อ Dr. Vegapunk นักวิทยาศาสตร์จากเรื่อง 'One Piece' ผู้ศึกษาเกี่ยวกับผลปีศาจ
การตามล่าครั้งนี้เกิดขึ้นจริงและลุกลามไปทีละเมือง ในย่านฮาราจูกุของโตเกียว มีการนำแผ่นจารึกโพเนกลีฟที่ประทับตรา Nike ซึ่งจำลองมาจากแผ่นศิลาโบราณที่ไม่มีวันถูกทำลายและจารึกด้วยภาษาที่สาบสูญไปแล้วในมังงะเรื่องนี้มาตั้งไว้ที่ถนน Cat Street เพื่อเป็นการบอกใบ้ถึงการเปิดตัวโดยไม่มีคำอธิบายใดๆ นอกจากว่าคุณจะเป็นแฟนพันธุ์แท้ที่เข้าใจเรื่องราวเหล่านี้ ที่ชั้นล่างของร้าน Nike ในย่านนั้น ทีมงานได้เนรมิต Dr. B's Research Lab ขึ้นมาเพื่อสื่อถึง Dr. Vegapunk นักวิทยาศาสตร์ประจำเรื่อง โดยนำมาตีความใหม่ผ่านตัวตนของ Bill Bowerman ผู้ก่อตั้งและนักประดิษฐ์ของ Nike จากจุดเริ่มต้นนั้น กิจกรรมตามล่าได้ขยายวงกว้างออกไปยังเซี่ยงไฮ้และปารีส โดยแต่ละเมืองจะมีเรื่องราวที่แตกต่างกันไป แทนที่จะเป็นการเปิดตัวแบบเดียวกันทั่วโลก ซึ่งถือเป็นการเดินทางที่ยังคงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง
"เช่นเดียวกับอาจารย์ Oda เราต้องการสร้างความสัมพันธ์กับคอมมูนิตี้ นั่นคือเหตุผลที่ทีมงานของเราทุกคนร่วมกันสร้างสรรค์เส้นทางการตลาดที่เปรียบเสมือนการผจญภัยในตัวของมันเอง"
Ashwin Shinde
สเกลของการเปิดตัวครั้งนี้ออกแบบมาให้สมน้ำสมเนื้อกับฐานแฟนคลับที่ใหญ่ที่สุดและมีความคาดหวังสูงที่สุดกลุ่มหนึ่งของโลก "เช่นเดียวกับอาจารย์ Oda เราต้องการสร้างความสัมพันธ์กับคอมมูนิตี้ นั่นคือเหตุผลที่ทีมงานของเราทุกคนร่วมกันสร้างสรรค์เส้นทางการตลาดที่เปรียบเสมือนการผจญภัยในตัวของมันเอง" Shinde กล่าว "เราไม่ได้แค่เอาสัญลักษณ์ธงโจรสลัด Jolly Roger ของ One Piece ไปโพสต์ลงในโซเชียลมีเดียแล้วถือว่างานเสร็จแล้ว คอมมูนิตี้สมควรได้รับอะไรมากกว่านั้น" Shinde กล่าว "สำหรับหลายๆ คน One Piece ไม่ใช่แค่เพียงงานอดิเรกหรือกิจกรรมยามว่าง แต่เป็นส่วนสำคัญของชีวิตและตัวตนพวกเขา"
ความทุ่มเทระดับนี้ไม่ได้ถูกกำหนดไว้ในโจทย์งานแต่อย่างใด "เอาเข้าจริง เราทำเพราะใจรักล้วนๆ เลย" Wong กล่าว "ไม่มีใครมาบังคับให้เราต้องทุ่มเทขนาดนี้หรอก เราทำเพราะเราเองก็เป็นแฟนคลับเหมือนกัน และเชื่อว่าถ้ามีโอกาสได้ร่วมงานกับโลกของ One Piece แล้ว เราก็ต้องทุ่มเทให้สุดตัว"
เส้นชัยไม่มีวันสิ้นสุดดังที่ Nike พูดไว้นั่นเอง พวกเขามุ่งเป้าไปที่เกาะถัดไปบนแผนที่แล้ว

บรรจุภัณฑ์รูป "หีบสมบัติ" ที่มีฝาปิดปั๊มนูนลวดลายเกลียวคลื่นอันเป็นเอกลักษณ์ของผลปีศาจ วางอยู่ข้างธงโจรสลัดหมวกฟางของ Monkey D. Luffy ที่ผสานเข้ากับโลโก้ Swoosh


