การพัฒนาความเชื่อมโยงระหว่างร่างกายจิตใจมีวิธีอย่างไร


- 15/1/2569
นักกีฬาต้องช่ำชองในเรื่องการทำงานของจิตใจมากพอๆ กับร่างกาย นับว่าเป็นครั้งแรกที่ Nike ค้นพบแนวทางการใช้รองเท้าของแบรนด์เป็นตัวช่วยเสริมความเชื่อมโยงระหว่างร่างกายและจิตใจของนักกีฬาโดยมีประสาทวิทยาศาสตร์รองรับ
แนวทางการทำความเข้าใจ
Mind Science Department ของ Nike (ส่วนหนึ่งของ Nike Sport Research Lab) ทุ่มเวลาหลายปีไปกับการคิดค้นวิธีพัฒนาความเชื่อมโยงระหว่างร่างกายจิตใจ เพื่อช่วยให้นักกีฬาเตรียมตัว ฝึก แข่งขัน และฟื้นกำลังได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น Graeme Moffat, PhD นักวิจัยหลักของทีมนี้ได้มีส่วนช่วยในการรวบรวมข้อมูลเชิงลึกที่นำไปสู่แพลตฟอร์ม Nike Mind หรือก็คือเทคโนโลยีที่มีความซับซ้อนในเชิงวิทยาศาสตร์ การออกแบบเชิงโครงสร้าง และการผลิต ทั้งยังกินระยะเวลากว่าสิบปีในการรังสรรค์ ในฐานะนักประสาทวิทยา Moffat ศึกษาเกี่ยวกับปฏิสัมพันธ์ระหว่างรองเท้ากับระบบประสาทส่วนกลางของร่างกาย ซึ่งเป็นระบบที่อาศัยการสัมผัสเป็นตัวชี้นำ
"ปัญหานึงที่ใครๆ ก็ประสบพบเจอโดยเฉพาะพวกนักกีฬาก็คือเวลาที่เราจมปลักอยู่กับความคิดของตัวเองแล้วเริ่มฟุ้งซ่าน" Moffat กล่าว "และวิธีที่ง่ายที่สุดวิธีนึงในการที่จะสลัดความคิดในลักษณะนี้ออกไปก็คือการดึงสมาธิให้กลับมาอยู่กับปัจจุบัน วิธีดึงสมาธิกลับมาคือเราต้องโฟกัสไปที่ร่างกายของตัวเองและความรู้สึกที่เราสัมผัสได้จากสิ่งรอบตัว เราต้องมองไปรอบๆ ตั้งใจฟัง หลับตาลงแล้วสัมผัสถึงพื้นดินที่อยู่ข้างใต้เท้าของเรา"

Graeme Moffat, PhD, นักวิจัยหลักประจำทีม Mind Science
ถ้อยคำกล่าวโทษตัวเองแรงๆ อย่างเช่น "ไม่รู้จักเตรียมตัวให้มันดีๆ" หรือ "ถ้าเป็นแบบนี้ก็ยอมแพ้ไปซะดีกว่า" มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับการทำงานของเครือข่ายหนึ่งภายในสมองโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นเครือข่ายที่มีชื่อเรียกว่า Default Mode Network หรือ DMN เครือข่ายนี้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการคิดโดยยึดโยงกับตัวเอง การคิดฟุ้งซ่าน และการคิดจินตนาการเพ้อฝัน หรือก็คือเวลาที่จิตใจของเราเริ่มไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ซึ่งบางครั้งก็ไม่ได้ก่อให้เกิดผลดี เพราะการคิดจินตนาการเพ้อฝันจะมีประโยชน์เวลาเรานั่งนึกถึงลีลาหลอกล่อศัตรูจากศึกเพลย์ออฟสัปดาห์ก่อน แต่จะไม่มีประโยชน์ในเวลาที่เรากำลังเตรียมตัวก่อนจะลงแข่งรอบชิงชนะเลิศในอีก 15 นาที
งานวิจัยด้านประสาทวิทยาศาสตร์ชี้ว่าเครือข่ายอื่นๆ ในสมองจะไม่ทำงานเวลาที่ DMN ทำงาน แล้วก็จะทำงานเวลาที่ DMN ไม่ทำงาน เครือข่ายที่สำคัญสุดในกลุ่มนี้คือ Sensorimotor Network (SMN) ที่เป็นปัจจัยหลักของการเคลื่อนไหว การสัมผัส และการรับรู้ของร่างกาย เมื่อ Sensorimotor Network เริ่มทำงาน เครือข่ายส่วนนี้จะเชื่อมประสานสิ่งที่เราสัมผัสได้ผ่านทักษะการใช้งานกล้ามเนื้อของร่างกาย เพื่อช่วยกำกับการเคลื่อนไหวของเรา เช่น การลงน้ำหนักเท้าหลังเพื่อเปลี่ยนทิศและสลัดกองหลัง หรือการจัดตำแหน่งข้อมือให้ถูกต้องเพื่อเทคนิคโฟร์แฮนด์สไลซ์ที่ทรงพลัง
ลองนึกภาพว่าเครือข่ายในสมองมีอยู่สองทีมก็ได้ ฟากหนึ่งคือ DMN ที่สะกดเราด้วยการพูดกับตัวเอง ซึ่งช่วยเรื่องการคิดจินตนาการเพ้อฝัน แต่ก็ทำให้ขาดความมั่นใจในตัวเองแบบเกินควบคุมได้ ขณะที่อีกฟากหนึ่งคือ SMN ที่คอยย้ำเตือนเราด้วยน้ำเสียงที่สงบ เพื่อให้เราผินสายตาออกไปมองดูสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัว แล้วก็ขยับร่างกาย เครือข่ายทั้งสองฟากต่างก็ผลัดกันควบคุมสมาธิของเรา คล้ายๆ กับทีมกีฬาสองทีมที่ห้ำหั่นกันเพื่อรักษาการครองบอลไว้ในทีมตัวเอง

ฝ่าเท้าของเรามีตัวรับแรงกลหรือ Mechanoreceptor มากกว่าจุดอื่นๆ เกือบทั้งหมดของร่างกาย 10 ถึง 20 เท่า จึงเป็นจุดที่ไวต่อความรู้สึกเป็นอย่างมาก
แนวทางการพัฒนาของเรา
ฝ่าเท้าของมนุษย์ (โดยเฉพาะบริเวณปลายเท้า) คือส่วนที่เต็มไปด้วยตัวรับความรู้สึกของระบบประสาท เมื่อเท้าของเราถูกกระตุ้นเร้าในบริเวณที่ไวต่อความรู้สึกเป็นอย่างมากเช่นนี้ ร่างกายก็จะส่งสัญญาณไฟฟ้าผ่านระบบประสาทส่วนกลางของเราเข้าไปที่สมอง แล้วกลับลงมาที่กล้ามเนื้อของเราเพื่อช่วยให้เราลุกขึ้นยืนและเคลื่อนไหว ข้อเท็จจริงนี้นำไปสู่การดีไซน์รองเท้ารุ่นแรกของแพลตฟอร์ม Nike Mind ได้แก่ Nike Mind 001 และ Nike Mind 002 ซึ่งรังสรรค์ขึ้นมาให้เป็นตัวช่วยในการกระตุ้นประสาทสัมผัสของนักกีฬาเพื่อส่งเสริมกิจวัตรการเตรียมตัวก่อนและหลังแข่ง
ตอนที่การทดสอบรองเท้า Nike Mind เริ่มขึ้น นักวิทยาศาสตร์ของ Nike พยายามหาคำตอบว่า ทำอย่างไรดีไซน์ของรองเท้าจึงจะกระตุ้นเร้าเซลล์ประสาทรับความรู้สึกบนเท้าได้ดีที่สุด ซึ่งจะส่งผลให้ Sensorimotor Network เริ่มทำงานและช่วยดึงสมาธิของนักกีฬาให้กลับมาอยู่กับปัจจุบันและกลับมาที่ร่างกายของตัวเอง
หนึ่งในงานวิจัยชิ้นแรกๆ ของนักวิจัย Nike Mind Science คือการให้นักกีฬาสวมหมวก Mobile EEG (ลองนึกภาพไดร์เป่าผมที่อัจฉริยะที่สุดในโลก) ขณะที่เดินอยู่บนลู่วิ่งไฟฟ้าพร้อมกับสวม Nike Mind 002 เป็นเวลา 15 นาที สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์พบก็คือ มีสัญญาณไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นในสมองส่วนกลางด้านบน ซึ่งเป็นส่วนที่ทำงานเกี่ยวข้องกับการควบคุมขา ขณะที่ SMN ก็เริ่มทำงาน

ในระหว่างการทดสอบ นักกีฬาสวมรองเท้า Nike Mind ออกเดิน ขณะที่นักวิจัยเฝ้าติดตามดูการทำงานของสมองของนักกีฬา ผลลัพธ์แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างที่ชัดเจนของการทำงานของสมองและแพทเทิร์นการสั่นของคลื่นสมอง
"ตอนที่เราทดสอบรองเท้าต้นแบบรุ่นแรก เราคาดหวังว่ามันจะทำให้ SMN มีการทำงานมากขึ้น" Moffat กล่าว "แล้วก็เป็นจริงอย่างที่หวัง จังหวะของ Sensorimotor เพิ่มระดับขึ้นมา ซึ่งก็เป็นการทำงานที่เราคาดหวังให้ไปลดทอนระดับของ DMN"
การเปลี่ยนแปลงจังหวะคลื่นสมองในลักษณะนี้คือสัญญาณบ่งชี้ว่า เรากำลังเลิกจดจ่ออยู่กับวงจรการตอบสนองที่เป็นลบ หรืออย่างที่ Moffat กล่าวว่า เป็นเครื่องบ่งชี้ว่าเรากำลังปิดเสียงสะกดที่ดังอยู่ข้างในหัว แล้วหันไปเปิดระบบที่ทำให้ร่างกายรู้สึกตื่นตัวแต่ก็ผ่อนคลายแทน ทำให้เชื่อมโยงจิตใจกับร่างกายได้ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น
"วิธีที่ง่ายที่สุดวิธีนึงในการที่จะสลัดความคิดในลักษณะนี้ออกไปก็คือการดึงสมาธิให้กลับมาอยู่กับปัจจุบัน วิธีดึงสมาธิกลับมาคือเราต้องโฟกัสไปที่ร่างกายของตัวเองและความรู้สึกที่เราสัมผัสได้จากสิ่งรอบตัว"
Graeme Moffat, PhD, นักวิจัยหลักประจำทีม Mind Science
จุดที่ทำให้การเชื่อมโยงนี้น่าสนใจมากก็คือ เราไม่จำเป็นต้องใช้กลไกสิ่งประดิษฐ์หรือเครื่องมือซับซ้อนอะไรในการสร้างภาวะที่สมดุลแบบนี้ เพราะเป็นเพียงความเชื่อมโยงระหว่างนักกีฬา รองเท้า และสิ่งที่ร่างกายของนักกีฬาสัมผัสได้ผ่านฝ่าเท้า
"Nike Mind เปิดประตูไปสู่มิติใหม่สำหรับสินค้าในหมวดรองเท้าเสริมประสาทสัมผัส" Moffat กล่าว "รองเท้านักกีฬาจำนวนมากทำหน้าที่เป็นตัวกรองที่ลดทอนการสัมผัส ส่วน Nike Mind ดีไซน์มาเพื่อการสัมผัสเป็นอย่างแรก เราพยายามจะช่วยให้คนใส่ได้ลิ้มรสประสบการณ์ใหม่ๆ อย่างแท้จริงผ่านประสาทสัมผัส มีสมาธิกับความมุ่งหมาย และเลิกจมปลักอยู่กับความคิดตัวเอง"